มัชฌิมาปฏิปทา: การดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง
"การไม่ตึงจนขาด ไม่หย่อนจนไร้ระเบียบ แต่ดำเนินชีวิตด้วยความพอดีและการรู้เท่าทัน"
ตรัสแสดงในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แก่พระปัญจวัคคีย์ เป็นปฐมเทศนาประกาศพระพุทธศาสนา
รวบรวมแก่นคำสอนที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระพุทธองค์ พระอัครสาวก และบูรพาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เพื่อเป็นประทีปส่องสว่างนำทางชีวิต
"การไม่ตึงจนขาด ไม่หย่อนจนไร้ระเบียบ แต่ดำเนินชีวิตด้วยความพอดีและการรู้เท่าทัน"
ตรัสแสดงในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แก่พระปัญจวัคคีย์ เป็นปฐมเทศนาประกาศพระพุทธศาสนา
"ผู้มีปัญญาสูงสุด ย่อมเป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทิตาอย่างลึกซึ้งที่สุดเช่นกัน"
พระสารีบุตรได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางปัญญา ท่านไม่เคยลืมพระคุณของพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์รูปแรก แม้จำพรรษาอยู่ ณ ที่ใด หากทราบว่าพระอัสสชิอยู่ในทิศใด ท่านจะหันศีรษะไปกราบทางทิศนั้นเสมอก่อนนอน
"ใจที่ฝึกดีแล้ว ย่อมสงบนิ่งอยู่ภายใน แม้จะรับรู้เรื่องราวและการเคลื่อนไหวของโลกภายนอก"
หลวงปู่ชาเป็นพระมหาเถระสายพระป่ากรรมฐาน (ศิษย์หลวงปู่มั่น) ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกในการถ่ายทอดธรรมะด้วยอุปมาอุปไมยที่เรียบง่ายและลึกซึ้งแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
"การมีจิตเมตตาและปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ คือพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตได้ดียิ่งกว่าสิ่งใด"
สมเด็จโตเป็นมหาเถระผู้มีปฏิปทาเปี่ยมด้วยความเมตตาและอารมณ์ขัน ท่านไม่เคยโกรธหรือถือโทษผู้ใด แม้โจรขึ้นกุฏิ ท่านก็ยังชี้บอกของมีค่าให้เอาไป และเป็นผู้เรียบเรียงพระคาถาชินบัญชรจนแพร่หลาย
"ไม่ควรเพ่งโทษผู้อื่น ถึงแม้ผู้นั้นจะไม่ดีก็ตามที เพราะการเพ่งโทษผู้อื่นจะนำความวิบัติสู่ตนโดยไม่รู้ตัว"
หลวงปู่มั่นสอนว่า การจับผิดหรือตำหนิผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาสร้างแต่ความขุ่นมัวในจิตใจของเราเอง พลังงานที่ใช้ไปกับการเพ่งโทษนั้น ควรนำมาพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น เมื่อใจปล่อยวางการตำหนิ ใจก็ย่อมเบาและสงบ
"ยอมรับที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดที่นั่น"
หลวงปู่ชาสอนให้เราเห็นว่าความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งของหรือเหตุการณ์ภายนอก แต่อยู่ที่การที่ใจไม่ยอมรับความเป็นจริง เมื่อเราหัดยอมรับว่าทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย จิตใจก็จะไม่ฝืนอีกต่อไป และความเบาสบายก็จะปรากฏขึ้นเอง
"ทำบุญต้องละบาปด้วย เหมือนคว่ำกะละมังไว้กลางฝน ฝนตกเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม หากไม่หงายกะละมังขึ้น"
คำสอนนี้ของหลวงปู่ชาเตือนว่า การทำดีเพียงอย่างเดียวโดยไม่ละเว้นความชั่ว ก็เหมือนพยายามเติมน้ำลงในภาชนะที่คว่ำอยู่ บุญที่สร้างสมไว้จะเกิดผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อใจเราหันหน้าเข้าหาความดีอย่างแท้จริง
"สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจ ศาสนาสอนลงที่ใจ"
หลวงตามหาบัวเน้นย้ำตลอดชีวิตการสอนว่า การประกอบพิธีกรรมหรือศึกษาตำราเพียงอย่างเดียวไม่ใช่แก่นของพุทธศาสนา แก่นที่แท้คือการฝึกและชำระใจให้บริสุทธิ์ เพราะทุกอย่างที่เราทำล้วนออกมาจากใจทั้งสิ้น
"ให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เพื่อเร่งสร้างความดี ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า"
หลวงตามหาบัวสอนให้ใช้ความตายเป็นครูที่ดีที่สุด เพราะเมื่อรู้ว่าเวลาของเรามีจำกัด เราจะไม่เสียเวลาไปกับสิ่งไม่สำคัญ แต่หันมาให้ความสำคัญกับการทำความดีและการฝึกจิตใจในทุกวัน
"ก่อนสอนคนอื่นต้องสอนตัวเองก่อน ทำอะไรทุกอย่างต้องทำให้เขาดูก่อน เขาจึงจะเชื่อ"
หลวงพ่อคูณสอนให้เป็นแบบอย่างที่ดีมากกว่าการใช้คำพูด การกระทำที่ดีงามของเราสอนคนรอบข้างได้ดีกว่าคำแนะนำที่ไม่ได้ทำตาม ผู้ที่สอนตนเองให้อยู่ในศีลธรรมก่อน ย่อมมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในสายตาคนอื่น
"ใครตั้งใจทำดี อย่าไปกังวลเรื่องปากคน เพราะดี-ชั่ว ไม่ได้อยู่ที่เขาว่าเรา แต่อยู่ที่เราเองทั้งหมด"
หลวงพ่อจรัญสอนให้ใจมั่นคงในความดีงาม คำวิจารณ์ของผู้อื่นไม่อาจเปลี่ยนแปลงความดีที่เราทำได้ หากเราทำด้วยใจบริสุทธิ์ ผลแห่งความดีนั้นจะปรากฏเองตามกาลเวลา โดยไม่ต้องรอการยอมรับจากใคร
"เขามาร้าย อย่าร้ายตอบ เขาไม่ดีมา จงใช้ความดีเข้าไปแก้ไข"
หลวงพ่อจรัญสอนว่าวงจรแห่งความเกลียดชังจะหยุดได้ก็ต่อเมื่อมีคนกล้าเป็นฝ่ายหยุดก่อน ผู้ที่ตอบความร้ายด้วยความดีไม่ได้อ่อนแอ แต่กลับแข็งแกร่งกว่า เพราะต้องใช้จิตใจที่ฝึกมาดีแล้วเท่านั้นจึงจะทำได้
"การปฏิบัติธรรมเหมือนการกินข้าว ค่อยๆ กินแล้วก็อิ่มเอง อย่าคาดหวังผลรวดเร็ว"
หลวงปู่ดู่สอนให้เราปฏิบัติธรรมด้วยใจที่วางเฉย ไม่ต้องตั้งเป้าว่าจะต้องได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนการกินข้าวทีละคำอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายย่อมอิ่มเองโดยไม่ต้องรีบเร่ง การปฏิบัติที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอย่อมให้ผลดีกว่าการรีบเร่ง
"สติเป็นเครื่องป้องกันใจ ผู้มีสติย่อมไม่เดินเข้าหาอันตรายโดยไม่รู้ตัว"
หลวงปู่มั่นสอนให้ฝึกสติอยู่กับปัจจุบันขณะเสมอ เพราะความผิดพลาดในชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการขาดสติ ไม่ทันสังเกตว่ากำลังคิด พูด หรือทำสิ่งที่จะก่อให้เกิดโทษ ผู้ที่มีสติเป็นเครื่องคุ้มครองย่อมดำเนินชีวิตได้อย่างรอบคอบและปลอดภัย
"ผลลัพธ์ที่เราต้องการจากการปฏิบัติคือความมีสติอย่างเดียวเท่านั้น"
หลวงพ่อพุธสอนว่าสมาธิที่แท้จริงไม่ใช่การนั่งหลับตาเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีสติรู้อยู่กับปัจจุบันในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ล้วนเป็นโอกาสฝึกสติได้ทั้งสิ้น
"สมาธิคือการกำหนดสติรู้อยู่ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันตลอดเวลา"
หลวงพ่อพุธชี้ให้เห็นว่าการภาวนาไม่ได้จำกัดอยู่ในวัดหรือในห้องนั่งสมาธิเท่านั้น ชีวิตประจำวันทุกนาทีล้วนเป็นบทเรียนของการฝึกใจ ผู้ที่ฝึกสติในชีวิตจริงย่อมได้ผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่า
"รู้ธรรม คือรู้ตัวเอง จิตนึกคิดขึ้นมาก็รู้ ไม่เข้าไปตามมัน"
หลวงพ่อเทียนสอนวิธีปฏิบัติธรรมที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง คือการเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของกายและจิตโดยไม่ตัดสิน เมื่อความคิดเกิดขึ้น เพียงรู้ว่ากำลังคิดแล้วปล่อยให้ผ่านไป โดยไม่หลงตามหรือต่อต้าน
"อย่าหลงตน อย่าลืมตัว อย่าหลงกาย อย่าลืมใจ ให้เฝ้าดูตนเองอยู่ตลอดเวลา"
คำสอนของหลวงพ่อเทียนเน้นให้เฝ้าสังเกตตนเองอย่างเป็นกลาง ทั้งกายและใจ การหลงตัวเองทำให้เราถูกอารมณ์พาไป การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอทำให้เราเป็นผู้สังเกตไม่ใช่ผู้ถูกลากไปตามกระแสอารมณ์
"จงปฏิบัติธรรม อย่าได้เป็นผู้ประมาท"
หลวงปู่สิมย้ำเสมอว่าความประมาทคือช่องว่างที่ทำให้กิเลสเข้าครอบงำจิตใจ ผู้ที่ไม่ประมาทจะหมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะรู้ว่าไม่มีใครรู้ว่าชีวิตจะสิ้นสุดเมื่อใด
"คนที่ใจไม่สงบก็เพราะไปคอยยึด คอยถือ คอยหาบ เหมือนคนบ้าหาบหิน ไม่รู้จักปล่อยวาง"
หลวงปู่สิมใช้ภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนให้เราเห็นว่าความทุกข์นั้นเกิดจากการแบกรับสิ่งต่างๆ ไว้กับตัวโดยไม่จำเป็น ทั้งความโกรธเก่าๆ ความเสียใจที่ผ่านไปแล้ว ความกังวลเกี่ยวกับอนาคต ล้วนเป็นก้อนหินที่เราเลือกหาบ
"ดี ชั่ว สุข ทุกข์ เสื่อม เจริญ เป็นเรื่องของตนเอง ไม่มีใครดลบันดาลให้ได้"
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสอนให้เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ว่าชีวิตของเราเป็นผลจากการกระทำของเราเอง ไม่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดจะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราสร้างขึ้นด้วยตนเอง ความหวังจึงอยู่ที่การกระทำปัจจุบันไม่ใช่การอ้อนวอน
"จิตที่คิดจะให้ สบายกว่าจิตที่คิดจะเอา"
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างจิตที่เป็นผู้ให้และจิตที่เป็นผู้รับ จิตที่คิดจะให้รู้สึกเบาและเปิดกว้าง ขณะที่จิตที่คิดจะเอาอยู่ตลอดเวลาย่อมรู้สึกอึดอัดและไม่เคยพอ
"ทำงานให้สนุก เป็นสุขขณะทำงาน อย่าให้งานเป็นทุกข์"
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสอนให้เปลี่ยนทัศนคติต่อการทำงาน งานไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้ง แต่คือโอกาสในการฝึกสมาธิและสติ เมื่อทำงานด้วยใจที่เปิดรับและมีความสุข ผลงานย่อมออกมาดี และเราก็ไม่เหนื่อยล้าทางใจ
"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน การขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องมีบุญบารมีที่ตนสร้างไว้เป็นทุนก่อน"
สมเด็จโตสอนให้ตระหนักว่าการอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ลงมือทำความดีเองนั้นไม่เกิดผล เหมือนการขอยืมเงินโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน บุญบารมีที่สั่งสมด้วยตนเองคือสิ่งที่จะหนุนส่งให้ความปรารถนาสำเร็จได้
"เคล็ดลับสู่ความสำเร็จคือสัจจะและขันติ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง หมั่นชำระใจทุกวัน"
สมเด็จโตสอนให้รักษาคำมั่นสัญญาต่อตนเอง ทั้งเรื่องการปฏิบัติธรรมและการดำเนินชีวิต ความอดทนและความซื่อสัตย์ต่อตนเองเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเอง เหมือนการชำระล้างร่างกายทุกวัน จิตใจก็ต้องการการดูแลสม่ำเสมอเช่นกัน
"ไม่อยากมีเวรกรรม ก็อย่าสร้างพยาบาท อย่าทำกรรมชั่ว"
สมเด็จโตสอนหลักการง่ายๆ ที่ลึกซึ้งว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่สร้างเวรใหม่ ผู้ที่ต้องการชีวิตที่ราบรื่นปราศจากศัตรูและความขัดแย้ง ต้องเริ่มจากการงดเว้นการทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ
"จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ จิตที่ไม่ฝึกนำความทุกข์มาให้"
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเน้นย้ำตลอดการสอนว่าจิตใจเป็นนายของชีวิต ถ้าเราไม่ฝึกจิต จิตก็จะเป็นทาสของกิเลส แต่ถ้าเราฝึกจิตให้มีสติและสมาธิ จิตนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือที่นำพาเราไปสู่ความสุขที่แท้จริง
"ความตายเป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่ของยั่งยืน ให้ทำความดีก่อนที่โอกาสจะหมดไป"
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำสอนให้ใช้การระลึกถึงความตาย (มรณานุสติ) เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดี ไม่ใช่เพื่อสร้างความกลัว แต่เพื่อให้เราตระหนักว่าทุกวันคือโอกาสอันมีค่าที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอย่างไร้ความหมาย
"จงมีศรัทธาและความเพียรในการละกิเลส มุ่งหน้าสู่ความหลุดพ้น ไม่ยึดติดในโลกียสุข"
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำสอนให้มีเป้าหมายสูงสุดในใจ คือการหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้เราไม่หลงระเริงไปกับความสุขชั่วคราว แต่มุ่งมั่นสร้างเหตุที่จะนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน
"อยู่กับธรรมะซิไม่ทุกข์ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ให้มีธรรมะกำกับใจ"
หลวงปู่บุดดาสอนว่าธรรมะไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลตัว แต่อยู่ในทุกขณะของชีวิต ทุกข์เกิดจากการยึดติดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นตัวเราหรือของเรา เมื่อใจอยู่กับธรรมะ คือรู้เท่าทันความยึดติด ความทุกข์ก็ไม่อาจเกิดขึ้น
"ความสุขที่แท้จริงเกิดจากการรู้จักพอดี ไม่มีใครได้อะไรหรือเสียอะไรไปตลอดกาล"
หลวงปู่บุดดาสอนให้เห็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่ล้วนเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อเราเข้าใจความจริงนี้ เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป ความพอดีในการดำเนินชีวิตคือทางสายกลางที่นำไปสู่ความสงบสุข
"การนำความถือตัวออกเสียคือสุขอย่างยอดเยี่ยม"
หลวงปู่บุดดาสอนให้ลดอัตตาหรือความยึดมั่นในตัวตนลง เพราะความถือตัวเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งและความทุกข์ใจส่วนใหญ่ เมื่อเราปล่อยวางความเป็น "ฉัน" และ "ของฉัน" ใจก็จะเบาสบาย พร้อมเชื่อมต่อกับผู้อื่นอย่างแท้จริง
"ร่างกายและทรัพย์สินเป็นเพียงของที่ยืมมาใช้ ไม่เที่ยงแท้ อย่าเอาของภายนอกมาสอนใจ"
หลวงปู่หลุยสอนให้มองสิ่งของและร่างกายด้วยปัญญาว่าเป็นสิ่งที่ยืมมาจากธรรมชาติ ไม่ใช่ของเราจริงๆ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราจะไม่ยึดติดจนเกินไป และเมื่อต้องสูญเสียไป ก็จะไม่ทุกข์มากจนเกินควร
"พิจารณาให้เห็นความแปรปรวนของร่างกาย เพื่อไม่ให้แบกทุกข์จากความยึดมั่นจนเกินไป"
หลวงปู่หลุยสอนให้ฝึกพิจารณาไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวเรา) ในร่างกายของเราเอง เมื่อเห็นความจริงนี้อย่างชัดแจ้ง ความยึดมั่นก็จะลดลง และใจจะเบาขึ้นตามลำดับ
"จิตที่จะบรรลุธรรมต้องแห้งจากราคะ โทสะ โมหะ เหมือนไม้แห้งที่สีไฟแล้วเกิดประกายไฟได้"
หลวงปู่หลุยเปรียบจิตที่ชำระแล้วเหมือนไม้แห้งที่พร้อมติดไฟ ขณะที่จิตที่เต็มไปด้วยกิเลสเหมือนไม้เปียกชื้นที่สีเท่าไหร่ก็ไม่มีไฟ การปฏิบัติศีลและภาวนาคือกระบวนการทำให้จิตแห้งและแจ่มใส พร้อมรับการตรัสรู้
"ทำเหตุให้ดีที่สุด ส่วนผลนั้นเป็นเรื่องของเขา อย่าเป็นทุกข์กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้"
หลวงปู่ชาสอนให้แยกแยะระหว่างสิ่งที่อยู่ในอำนาจของเรากับสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา เราควบคุมการกระทำของเราได้แต่ควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราจะทุ่มเทกับสิ่งที่ทำได้ โดยไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
"อย่าจมอยู่กับอดีตหรือกังวลถึงอนาคต ความสงบที่แท้จริงอยู่ที่ปัจจุบันขณะ"
หลวงปู่ชาสอนให้เห็นว่าความทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจากการนำใจไปอยู่ในเวลาที่ไม่มีจริง คืออดีตที่ผ่านไปแล้วหรืออนาคตที่ยังไม่มาถึง ปัจจุบันขณะนี้เองคือที่ที่ชีวิตเกิดขึ้นจริงๆ และเป็นที่เดียวที่เราเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้
"ให้พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในสังขาร เพื่อไม่ให้ยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยง"
หลวงปู่มั่นสอนให้ใช้ความจริงของชีวิตเป็นครู การพิจารณาว่าทุกชีวิตต้องเกิด แก่ เจ็บ และตาย ช่วยให้เราไม่หลงเพลิดเพลินกับสิ่งชั่วคราว แต่หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจที่จะคงอยู่ต่อไปแม้ร่างกายจะดับสลาย
"การภาวนาคือการต่อสู้ระหว่างธรรมกับกิเลสบนเวทีคือหัวใจ เพื่อถอดถอนกิเลสให้สิ้นไป"
หลวงตามหาบัวอธิบายการปฏิบัติธรรมว่าเป็นการต่อสู้ภายในจิตใจ ไม่ใช่การต่อสู้กับสิ่งภายนอก กิเลสคือแรงดึงที่พาใจออกไปยึดติดในสิ่งต่างๆ ธรรมคือปัญญาที่เห็นความจริงและปล่อยวาง ผู้ที่ฝึกภาวนาอย่างสม่ำเสมอย่อมมีธรรมแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
"หมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สามอย่างนี้คือรากฐานของชีวิตที่ดี"
หลวงตามหาบัวสรุปหลักการดำเนินชีวิตที่ดีไว้สามประการ คือการให้ทาน (ทาน) การรักษาศีล (ศีล) และการฝึกจิตใจ (ภาวนา) ทั้งสามเป็นเหมือนขาโต๊ะที่ต้องมีครบจึงจะมั่นคง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งชีวิตก็จะเอียง
"การรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองและชีวิตเจริญรุ่งเรือง"
หลวงพ่อคูณสอนให้เห็นความสำคัญของศีล ๕ ว่าเป็นรากฐานของสังคมที่สงบสุข เมื่อแต่ละคนรักษาศีลของตนเอง ก็ไม่มีการทำร้ายกัน ไม่มีการโกง ไม่มีการมึนเมาจนขาดสติ สังคมโดยรวมย่อมสงบสุขตามไปด้วย
"ถ้าประมาทเมื่อใด ก็ตายเมื่อนั้น ทำอะไรทุกอย่างทำให้ดี อย่าได้ประมาท"
หลวงพ่อคูณพูดถึงความประมาทในความหมายกว้างทั้งทางกายและใจ ทางกายคือการระวังภัยอันตราย ทางใจคือการไม่ตื่นตัวทางธรรม เมื่อใจประมาทก็ปล่อยให้กิเลสครอบงำ การทำทุกสิ่งด้วยความรอบคอบและมีสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ
"สร้างบุญใช้สติ ไม่ต้องใช้สตางค์ พวกเราหาแต่สตางค์ ไม่หาสติกันเลย"
หลวงพ่อจรัญชี้ให้เห็นว่าบุญที่แท้จริงไม่ได้วัดด้วยเงินที่บริจาค แต่วัดที่เจตนาที่บริสุทธิ์และสติที่ตื่นตัว การมีสติรู้ตัวในทุกขณะ ไม่ปล่อยให้ความโลภ โกรธ หลง ครอบงำ คือการสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่กว่าการบริจาคเงินโดยปราศจากสติ
"เมื่อมีทุกข์ต้องมีสติควบคุมใจ ใช้สติในการแก้ปัญหา ไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดพาไป"
หลวงพ่อจรัญสอนให้ใช้สติเป็นเครื่องมือรับมือกับความทุกข์ ไม่ใช่การกดทับความรู้สึก แต่คือการรู้เท่าทันว่าใจกำลังเจ็บปวดอยู่ และเลือกสนองตอบด้วยปัญญาแทนที่จะถูกพัดไปตามอารมณ์ สติทำให้เราเป็นนายของใจ ไม่ใช่ทาสของความรู้สึก
ค้นหาประวัติมหาเถราจารย์ วัตถุมงคล และพระคาถาบูชาประจำองค์พระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วไทย